ZHANGYE

รีวิวภูเขาสีรุ้งตันเซียสีสันมรดกโลก ( ZHANGYE, CHINA)

จีน ตอนนี้กำลังพัฒนาตัวเองขึ้นมาเยอะมาก หนึ่งในเป้าหมายของพวกเค้าก็คือ ด้านการท่องเที่ยวตอนนี้จีนเองมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของพวกเค้าให้มีศักยภาพด้านการจัดการมากขึ้น บวกกับ ทัศนียภาพอันสวยงาม นั่นทำให้หลายแห่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามติดอันดับของประเทศจนนักท่องเที่ยวไทยของเราก็ไป อย่างเช่น ภูเขาสีรุ้ง ตันเซีย ภูเขาที่มีความงดงามสีสันจนจัดเป็นมรดกโลกเลยก็ได้

ข้อมูลเบื้องต้นของภูเขาสีรุ้ง

ก่อนจะไปเราขอให้นึกถึงภูเขาที่เราเคยไปมาก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นสีเขียวตามธรรมชาติของต้นไม้ หรือ บางแห่งอาจจะเป็นสีเหลือง สีแดงตามต้นไม้ในช่วงเวลาที่ผลัดใบใช่ไหม แต่ภูเขาสีรุ้งนี้อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ที่ว่ามาทั้งหมดเลย เพราะว่าภูเขาของที่นี่จะเป็นภูเขาโล้นๆ ไม่มีต้นไม้แต่ไม่น่าเชื่อว่าไม่ได้เป็นสีน้ำตาลแห้งแล้ง แต่กลับเป็นสีแดงตัดสลับกับสีเหลือง สีน้ำตาล และสีอื่นๆ มากมาย ทำให้ภูเขามีลวดลายสีสันไม่เหมือนภูเขาลูกไหนที่เราเคยเห็นมา

การเดินทาง

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ภูเขาสีรุ้งแห่งนี้พิกัดอยู่ที่มณฑลกานซู เมืองจางเย่ ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก (ยังไม่ค่อยดัง) ก็เลยทำให้ยังไม่มีเครื่องบินบินตรงจากกรุงเทพไปเมืองนี้โดยตรง เราเลยต้องเลือกไปลงเมืองอื่นก่อนแล้วนั่งรถไฟย้อนกลับมาแนะนำสองทางเลือกหนึ่งบินไปลงเมืองลานซู จากนั้นก็นั่งรถไฟย้อนกลับมา วิธีนี้จะแพงค่าตั๋วหน่อยแต่ประหยัดเวลา กับสองบินลงซีอาน เที่ยวเมืองซีอานก่อนแล้วนั่งรถไฟความเร็วสูงมาเมืองจางเย่(ใช้เวลาประมาณ 7-8 ชั่วโมง) หากมีเวลาเที่ยวเยอะ แนะนำวิธีนี้เพราะเราจะได้เที่ยวเมืองซีอานด้วย แล้วก็จางเย่ด้วยไปพร้อมกับ พอถึงจางเย่ ก็ต่อรถแท็กซี่ หรือ ขนส่งสาธารณะของเมืองมาที่หมู่บ้านหนานไถ ปลายทางของเราก็จะเห็นเลย

รีวิวท่องเที่ยว

สำหรับการไปเที่ยว เราเข้าไปตั้งแต่เปิดอุทยานเลย(กลัวมาแล้วไม่คุ้ม) ตั้งแต่ 8.00 น.(อุทยานเปิดตั้งแต่ 06.00-19.00) แนะนำนิดหนึ่งว่าหากไม่อยากพลาดเหมือนเราควรพกอาหารเข้าไปด้วย เดินเที่ยวจนเหนื่อยหาของกินยากมาก พอไปถึงเราขอแนะนำว่านั่งรถบัสไปที่จุดชมวิว 3 ก่อนเลย ตรงนั้นคือวิวที่ดีที่สุด คนถ่ายรูปเยอะสุด เราโชคดีทำการบ้านมาดีไปก่อนใครไม่มีคนมาแย่งวิวถ่ายรูปสบายเลย การได้ยืนมองภูเขาลูกใหญ่ที่ทอดตัวสลับกันไปมา โดยตัวภูเขามีสีเหลืองแดง น้ำเงิน เขียวตัดสลับกันเป็นลวดลายจากฝีมือของธรรมชาติเป็นอะไรที่สวยงามมากจริงๆ ถือว่าเป็นอีกแลนด์มาร์คที่มาแล้วถูกใจมากทีเดียว

Trolltunga

รีวิว Trolltunga หน้าผาที่หวาดเสียวที่สุดของ Fjord Norway

รีวิวท่องเที่ยววันนี้เราขอนำเสนอสถานที่เอาใจคนสายผจญภัยกันสักหน่อย ใครชอบปีนเขาพวกเค้ามักจะมองหาเป้าหมายใหม่ๆ เสมอทั้งไกล และสูง หรือ แปลกเพื่อเก็บเป็นประสบการณ์ของชีวิตสักครั้งหนึ่ง วันนี้เราจะพาบินลัดฟ้าไปรีวิวหน้าผาที่เค้าว่ากันว่าหวาดเสียวที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง Trolltunga ของประเทศนอร์เวย์ ว่ากันว่าความสวยงามบนนั้นวิวระดับ 10 คะแนนเต็มเลยมันจะจริงไหม

ข้อมูลเบื้องต้น

Trolltunga เป็นภาษานอร์เวย์ หากแปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ลิ้นของโทรลล์ ปีศาจตามความเชื่อของพวกเค้า ซึ่งลักษณะของหน้าผาแห่งนี้ก็คือ แผ่นหินบางๆ ที่ยื่นออกไปเหมือนกับหน้าผา ความหวาดเสียวนี่ไม่ต้องบอกเลยว่าเต็มสิบ แต่วิวด้านหลังที่เป็นฟยอร์ดไหลผ่านมาตัดกับภูเขาทั้งสองข้างนี่เป็นอะไรที่แบบว่าต้องไปเห็นกับตาให้ได้สักครั้งหนึ่งจริงๆ

การเตรียมตัว

ก่อนจะไปนี่บอกเลยว่าต้องเตรียมตัวไว้อย่างดีเลย หนึ่งสภาพร่างกายต้องฟิตพอสมควร เนื่องจากจะต้องเดินทางขึ้นเขาไปกลับทั้งหมดประมาณ 22 กิโลเมตร แน่นอนว่าต้องออกกำลังกายเตรียมความพร้อมมาดีพอสมควร ใครไม่ฟิตร่างกายไว้อาจจะไปไม่ถึงก็เป็นได้ แนะนำว่าควรเช็คร่างกายให้พร้อมจะได้ไม่เสียเที่ยว สองเสื้อผ้าควรเตรียมไปให้หนาหน่อย เพราะแม้เราจะไปในหน้าร้อนแต่อากาศก็เย็นกว่าที่คิดไว้ อย่าไปเทียบหน้าร้อนบ้านเค้ากับบ้านเรา นอกจากเสื้อผ้ารองเท้าก็สำคัญควรเลือกรองเท้าสำหรับเดินป่า หรือ ขึ้นเขาโดยเฉพาะจะทำให้เดินได้สะดวกกว่าและเกาะพื้นได้ดีกว่า ทางที่ดีหากมีไม้พยุงติดมือไปด้วยก็จะเบาแรงไปได้เยอะ

การขึ้นเขา

เมื่อเตรียมตัวกันแล้วก็ขึ้นเขาเลย ขอตัดการเดินทางจากไทยไปนอร์เวย์ก็แล้วกันเนื่องจากมีวิธีการไปหลายทาง ขอเริ่มต้นจากเมือง odda ซึ่งเป็นเมืองใกล้ที่สุดของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ก็แล้วกัน พอเราไปถึงคงยังไม่ได้ขึ้นเขาเลย ต้องหาทางแวะพักเอาแรงก่อนหนึ่งคืนในเมืองนี้แหละ หรือไม่ก็หานั่งรถไปเชิงเขามีที่พักตรงนั้นด้วย

การขึ้นเขาไม่ได้ยากอย่างที่คิด เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ทำป้ายบอกเส้นทางไว้ตลอด มีป้ายบอกตลอดทางช่วง 1 กิโลเมตรแรกบอกเลยว่าวัดใจเหมือนกัน ทางชัน ขรุขระชื้นแฉะ ทำให้หนืดเท้าเวลาเดิน แต่พอผ่าน 3 กิโลเมตรแรกไปได้ ก็ไม่ยากแล้วจะเป็นเส้นทางราบบนเนินหินตลอดทั้งเส้นทางจนถึงยอด อาจจะไม่ยากเท่าไร แต่ต้องระวังไม่ให้ลื่นจากหิน จนมาถึงสุดท้าย เราจะได้เห็นหน้าผาชะง่อนหินที่ยื่นออกไปเหมือนลิ้น ตรงนี้หากไปจังหวะดีก็รอไม่นาน แต่หากไปเจอคนเยอะ ก็ต้องต่อคิวรอกันหน่อย เพื่อภาพประวัติศาสตร์ บางทีเราอาจจะได้เห็นคนทำอะไรที่มันหลากหลายอย่างแก้ผ้า ขอแต่งงาน จูบ และอีกมากมาย ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ส่วนตอนลงก็สบายไม่ยากเท่าไร

Yosemite-National-Park-review-Travel-only

Yosemite National Park มรดกทางธรรมชาติ

หากท่านกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอยู่แล้วล่ะก็ บทความนี้เรามีสถานที่ที่เหมาะสำหรับนักผจญภัยที่รักในการเดินทาง รักที่จะเดินทางออกไปสู่อิสระ เดินทางโดยการขับรถไปที่ไหนสักแห่งพร้อมกับเพื่อนหรือคนรู้ใจในต่างประเทศ ซึ่งประเทศนี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องของความหลากหลายทางธรรมชาติและวัฒนธรรมอยู่แล้ว จะเป็นประเทศไหนไปไม่ได้เลย ใช่แล้วละครับ ประเทศอเมริกานั่นเอง รับรองว่าคนที่รักการท่องเที่ยวแนวอุทยานต้องไม่พลาดกับสถานที่นี้กันแน่นอน ซึ่งถ้าหากท่านพร้อมที่จะไปทราบความเป็นมาของสถานที่นี้ พร้อมทั้งวิธีการเดินทางและการผจญภัยและความสวยงามที่กำลังรอคุณอยู่ถ้าพร้อมแล้วเราไปรู้จักสถานที่แห่งนี้พร้อมกันเลย

review-Travel-Yosemite-National-Park-only

หลักจากที่เล่าไปนานหลายท่านคงกำลังสงสัยว่าเรากำลังจะไปรู้จักสถานที่อะไรกันอยู่ ก่อนอื่นต้องขอแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักสถานที่ที่เป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวหลายคนอย่าง Yosemite National Park ที่ตั้งอยู่ที่ สหรัฐอเมริกา ซึ่งสถานที่แห่งนี้ก็ถือเป็นมรดกทางธรรมชาติที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ความสวยงามแบบไม่มีที่สิ้นสุดเอาไว้ในมนุษย์อย่างเราเข้าไปสัมผัสถึงความงดงามอลังการของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีจุดเด่นก็คือวิวทิวทัศน์ที่มีความงดงาม หน้าผาสูง ป่าไม้ ท้องฟ้าที่กว้างไกลไม่มีที่สิ้นสุดที่รอคอยให้เหล่านักผจญภัยได้ออกเดินทางตามหาธรรมชาติ ซึ่งการเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้นั้นจะเดินทางจากถนนใน Sanfrancisco ในถนนยาวที่ทอดไปตามลานทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ทิวเขา และต้นไม้นานาชนิดใช้เวลาในการเดินทางไปจนถึงเป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งความท้าทายมาอยู่ในการเดินทางไปยังแต่ละจุดชมวิวไปเป็นไฮไลท์ของแต่ละชั้น และความสวยงามของการขับรถขึ้นไปบนภูเขาแต่ละชั้นที่ท่านจะได้รับประสบการณ์การเดินทางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนที่เป็นความสวยงามอย่างที่คุณต้องเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง ซึ่งจุดชมวิวที่อยากจะแนะนำท่านที่กำลังสนใจจะเดินทางมายังที่แห่งนี้ก็มีอยู่หลายจุดด้วยกัน ได้แก่

– TUNNEL VIEW จุดนี้นับเป็นจุดแรกของการเดินทางมายัง Yosemite National Park เลยก็ว่าได้ เป็นจุดที่ได้เห็นหน้าผาท้องฟ้าและต้นไม้มากมาย ตัดกับแสงอาทิตย์สวยงามตามากเลยทีเดียว
– VALLEY VIEW มุมนี้เป็นมุมที่จะมีลำธารเล็กๆ สลับกับก้อนหินน้อยใหญ่มากมาย เรียงตัวกันอย่างสวยงาม ซึ่งไฮไลท์ในจุดนี้ก็คือเมื่อหิมะแรกตกบริเวณหินน้อยใหญ่ก็จะเปลี่ยนกลายเป็นสีขาวสวยงาม
– และจุดอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น RIVER BEND, COOK’S MEADOW, ELM TREE, CURRY VILLAGE

Natadera-Temple-review-japan

Natadera Temple วัดชื่อดังของญี่ปุ่น

ในช่วงเวลาที่อากาศร้อนทะลุ 40 องศาในช่วงเดือนเมษาของบ้านเราอย่างดีก็อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกร้อนใจและกังวลใจ ประกอบกับช่วงวันหยุดยาวที่เราไม่รู้ว่าจะเดินทางไปที่ไหนดี ญี่ปุ่นก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่หลายคนต้องการที่จะไป แน่นอนว่าในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีสถานที่ท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ดังนั้นวันนี้เราจะพาทุกท่านมารู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ซึ่งในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมารู้จักกับ Natadera Temple สถานที่ที่สุดแสนจะสงบและเรียบง่าย ซึ่งเราจะพาทุกท่านมารู้จักความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ รวมถึงตำแหน่งที่ตั้งและวิธีการไปถึงกัน ถ้าพร้อมแล้วก็มารู้จัก Natadera Temple พร้อมกันเลย

review-japan-Natadera-Temple

วัดนะตะเดระ (Natadera Temple) เป็นวัดชื่อดังอีกสถานที่หนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่หลายคนต้องการไปชมถึงทัศนียภาพที่สวยงามของสถานที่แห่งนี้ จุดเด่นของวัดแห่งนี้ก็เห็นจะเป็นธรรมชาติที่รายล้อมสถานที่นี้เอาไว้ที่ช่วยให้สถานที่นี้ดูมีเสน่ห์แปลกตาขึ้นมา อีกจุดหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของวัดแห่งนี้นั่นก็คือ สถานที่แห่งที่แวดล้อมไปภูเขาหินที่แสนสวยงาม ที่จะมีหมู่ไม้ที่เปลี่ยนสีสันไปตามฤดูกาลทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้รับประสบการณ์การมาเยือนที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละฤดูกาลนั่นเอง ซึ่งวัดแห่งนี้มีประวัติศาสตร์และความเป็นมายาวนานกว่า 1300 ปีเลยก็ว่าได้ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเมื่อครั้งที่หนังสือชื่อดังระดับโลกอย่างหนังสือไกด์บุค ได้ยกให้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มี่ความใหญ่โตกว้างขวางและมีความงดงามเป็นอย่างมาก นอกจากนี้สถานที่แห่งนี้ยังเป็นศูนย์รวมความเชื่อในเรื่องของการชำระล้างความผิดและพิธีกรรมต่างๆ โดยเชื่อกันว่าหากเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้จะเป็นการชำระใจจิตใจให้บริสุทธิ์ได้อีกด้วย นับว่าเป็นจุดหมายสำคัญของการเดินทางมาเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ นอกจากสถานที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมเรื่องความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ แล้ว สถานที่แห่งนี้ก็ยังโดดเด่นในเรื่องของการเดินทางมาเพื่อชมความสวยงามของดอกไม้ ต้นไม้ในฤดูใบไม้ร่วงและใบไม้ผลิ ที่สีของใบไม้จะทยอยเปลี่ยนสีและร่วงร่วงมาเป็นสีแดงเต็มไปหมด ให้ความรู้สึกของการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลได้อย่างแท้จริงเลยทีเดียว

นับว่าเป็นอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียวสำหรับสถานที่สุดพิเศษเช่นนี้ ซึ่งการเดินทางมาสถานที่แห่งนี้ก็มาได้โดยง่าย เพียงโดยสารรถไฟฟ้าจาก Tokyo ไปลงที่ Kanazawa แล้วต่อไปลงที่ Kaga onsen เมื่อถึงป้ายนี้ให้นั่งรถบัสไปลงที่ป้าย Natadera แล้วเดินตามแนวมาจนถึงสถานที่วัด เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้สัมผัสบรรยากาศได้อย่างเต็มที่เลยล่ะครับ

Fingers-Cave-pic

ถ้ำฟิงเกิล ถ้ำพิศวงแห่งสกอตแลนด์

ตอนนี้เชื่อว่าคนไทยทุกคนคงกำลังส่งกำลังใจช่วยนักกีฬาทีมหมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำให้ออกมาได้อย่างปลอดภัย การท่องเที่ยวถ้ำนั้นถือว่าเป็นการท่องเที่ยวที่มีความท้าทายและอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ถ้ำในบ้านเราเท่านั้น ยังมีถ้ำอีกหลายแห่งทั่วโลกที่รอนักสำรวจให้เข้าไปค้นหาอย่างเช่น ถ้ำฟิงเกิล ณ ประเทศสกอตแลนด์

ถ้ำพิศวงแห่งประเทศสกอตแลนด์

ถ้ำฟิงเกลแห่งนี้ตั้งอยู่ที่หมู่เกาะอินเนอร์ เฮบริดีส หมู่เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศสกอตแลดน์ ซึ่งถ้ำฟิงเกลนั้นตั้งอยู่บนเกาะสตาฟฟา เกาะนี้ค่อนข้างห่างไกลผู้คน กลางทะเลอย่างแท้จริง หากใครคิดจะไปสำรวจอาจจะต้องวางแผนสักหน่อย พร้อมกับติดต่อหน่วยงานที่ชื่อว่า National Trust for Scotland เพื่อเบิกทางเข้าไป

ลักษณะเด่นของถ้ำ ฟิงเกิล

ถ้ำฟิงเกิลนั้นถือว่าเป็นถ้ำที่มีความลึกลับ พิศวงมากแห่งหนึ่งของโลก เริ่มจากทางเข้าถ้ำก็ลึกลับแล้ว เนื่องจากทางเค้าถ้ำแห่งนี้จะเป็นเกาะจากการกัดเซาะของน้ำทะเล ทำให้เกิดช่องทางเข้าถ้ำแบบมีเสาหินค้ำอยู่ เสาหินนี้เป็นหินบะซอลต์ รูปร่างหกเหลี่ยมตั้งฉากกับพื้นถ้ำและน้ำทะเล(ไม่น่าเชื่อว่าน้ำทะเลจะเซาะเสาหินจนเรียบร้อยเป็นรูปทรงได้เป๊ะขนาดนั้น) ส่วนด้านบนเป็นเส้นโค้งจากการกันกร่อนของธรรมชาติเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้นทางเข้าถ้ำยังมีเสียงคลื่นซัดกระทบกับเสาหิน และโขดหินเกิดเป็นเสียงเพลงคล้ายกับดนตรีต้อนรับผู้มาเยือนอีกด้วย นับว่าเป็นถ้ำที่มีความสวยงามจากฝีมือธรรมชาติอย่างแท้จริง

Fingers-Cave-photo

ความเชื่อเรื่องของมนุษย์

แม้ว่าถ้ำฟิงเกิลจะอยู่ห่างไกลผู้คนอย่างมาก แถมอยู่กลางทะเลแบบที่ไม่มีใครอยู่ใกล้เลย ซึ่งดูจากสภาพแวดล้อมแล้วไม่น่าจะมีใครอาศัยอยู่ได้ แต่กลับมีความเชื่อกันว่าเกาะฟิงเกิลแห่งนี้ เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ด้วยแต่มนุษย์ไม่น่าจะอาศัยอยู่ได้นานนัก เนื่องจากเกาะอยู่ห่างไกล ไม่มีพื้นที่สำหรับเกษตรกรรม ลมแรงพัดเข้าสู่เกาะตลอดทำให้การดำรงชีวิตยากมาก เลยเชื่อกันว่าเพื่อความอยู่รอดชาวเกาะแห่งนี้ได้อพยพไปขึ้นฝั่งสกอตแลนด์เมื่อปี 1930

ถ้ำแห่งมรดกโลก

ปัจจุบันถ้ำฟิงเกิลแห่งนี้ได้ถูกขึ้นบัญชีเป็นมรดโลกโดยองค์การยูเนสโกแล้วตั้งแต่ปี 1986 แม้ว่าถ้ำฟิงเกลจะไม่มีใครอยู่แล้วก็ตาม แต่มันก็ยังทำหน้าที่ตามธรรมชาติในการอนุรักษ์อยู่นั่นคือ การเป็นแหล่งพักพิงให้กับบรรดานกทั้งหลายให้หลบภัยจากสัตว์ร้ายตามธรรมชาติ ใครชื่นชอบการสำรวจถ้ำและการผจญภัย แนะนำว่าควรไปสำรวจถ้ำฟิงเกิลกับเสาหินบะซอลต์รูปทรงหกเหลี่ยมสักครั้ง รับรองว่าไม่ผิดหวัง

Posted by / October 19, 2018 / Posted in Travel
Fairy-Pools

Fairy Pools ท้องน้ำแห่งสวงสวรรค์

ประเทศสกอตแลนด์ไม่ได้มีแต่ปี่สกอตแลนด์เท่านั้นที่ขึ้นชื่อ สถานที่ท่องเที่ยวของพวกเค้าก็จัดว่าสวยงามระดับสวรรค์บนดินเช่นกัน บางแห่งก็น่าพิศวงจนไม่น่าเชื่อ อย่างเช่นสถานที่ท่องเที่ยวของเราวันนี้สวยงามจนเรานิยามได้ว่ามันคือท้องน้ำแห่งสวงสวรรค์เลยนั่นคือ Fairy Pools

 

Fairy Pools อยู่ที่ไหน

Fairy Pools นั้นหมายถึงท้องน้ำ หรือสระว่ายน้ำธรรมชาติขนาดไม่ใหญ่มาก ตั้งอยู่ในหุบเขาอันสวยงามที่ชื่อว่า หุบเขาเกลน บริทเทิล หุบเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของเกาะสกาย เกาะแห่งสำคัญของเขตหมู่เกาะอินเนอร์ เฮบรีดิส หมู่เกาะชื่อดังทางตะวันตกของประเทศสกอตแลนด์

จุดเด่นของ Fairy Pools

Fairy Pools หรือ แปลเป็นไทยว่า ท้องน้ำแห่งสวงสวรรค์แห่งนี้ จัดว่ามีความงามระดับสิบเต็มสิบจากทุกสำนักเลย จุดเด่นคือความเป็นธรรมชาติแบบธรรมชาติสร้างสรรค์จริงๆ ลองนึกภาพว่าเรากำลังเล่นน้ำอยู่ท่ามกลางป่าไม้ หุบเขา น้ำใสไหลเย็นมองเห็นก้นบึ้งของบ่อแบบไม่มีอะไรขวางกั้นเลย น้ำที่เราสัมผัสนั้นก็เป็นน้ำบริสุทธิจากธรรมชาติแบบไร้การปรุงแต่งสารเคมีใด เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เราได้เข้าถึงธรรมชาติอย่างแท้จริงแล้ว

Fairy-Pools-pic

การเดินทางอย่างระมัดระวัง

หากเราต้องการจะไปสัมผัสท้องน้ำแห่งสวงสรรค์แห่งนี้ อาจจะต้องใช้ความระมัดระวังสักหน่อย เนื่องจากเป็นหิน ดิน โคลน ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหน้าฝนการเดินทางด้วยเท้าเข้าไปอาจจะต้องใส่รองเท้าที่คล่องตัว และทะมัดทะแมงเพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง แต่เส้นทางไม่ได้ยากและโหดร้ายขนาดนั้น สามารถเดินไปได้แบบสบายๆ

การลงเล่นน้ำต้องมีกฎระเบียบ

อีกอย่างหนึ่งการไปเที่ยวแห่งนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าไม่ได้ลงเล่นน้ำ ปรากฏว่าผิดถนัดเลย เนื่องจากทางสกอตแลนด์ได้เปิดโอกาสให้เราเข้าไปเล่นน้ำในสถานที่นี้ได้เลย แต่มีข้อแม้สำคัญอยู่นั่นคือ หากเราต้องการจะเล่นน้ำ ต้องมีการล้างตัวเพื่อทำการชะล้างสารเคมีไปเสียก่อน เค้าต้องออกกฏแบบนี้มาเพื่อทำให้สารเคมีหลงเหลือเข้าสู่ธรรมชาติให้น้อยที่สุดนั่นเอง แต่การออกกฏนี้มาเค้าก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น เนื่องจากว่าเค้ามีบริการห้องน้ำเอาไว้ในบริเวณเล่นน้ำแล้ว(ใครปวดท้องก็อย่าไปปล่อยในน้ำล่ะ) ดังนั้นเราสามารถไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างตัว เพื่อลงเล่นน้ำได้เลย

กิจกรรมอื่นในการท่องเที่ยว

หลังจากขึ้นจากน้ำแล้ว ที่นี่ก็มีการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น กิจกรรมอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ เดินสำรวจธรรมชาติ การตั้งเต็นท์นอน และอีกมากมาย เอาเป็นว่าใครเป็นนักท่องเที่ยวเชิงสำรวจธรรมชาติล่ะก็ การได้ไปแช่น้ำ ณ Fairy Pools แห่งนี้นับว่าเป็นแลนด์มาร์คที่ต้องไป ใครยังไม่เคยไปต้องรีบเลย

endlessly

ดอยค้ำฟ้าเชียงใหม่

ดอยค้ำฟ้า ณ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งดอยซึ่งไม่ค่อยมีใครรู้จักเท่าไหร่นัก สำหรับท่านที่มีเวลาไปท่องเที่ยวตามเทศกาลต่างๆ แต่ไม่อยากเบียดเสียดกับบรรดานักเดินทางคนอื่นๆ ตามดอยอันมีชื่อเสียงโด่งดังในเชียงใหม่ เราขอแนะนำให้ท่านมาดอยค้ำ เพราะนอกจากจะมีทะเลหมอกกับสามารถรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกอันงดงามได้แล้ว ก็ยังมีจุดสำคัญอีกอย่างคือ มีจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งด้วย เรียกได้ว่ามาแค่ดอยเดียวแต่ครบทุกความต้องการ แถมคนน้อยไม่ต้องแย่งกันถ่ายรูป เหมาะสำหรับคนที่ต้องการมาพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง

ดอยค้ำฟ้า ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเชียงดาว แต่ก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในตัวอำเภอแต่จะอยู่เฉียดๆ ไปทางอำเภอเวียงแหง คือ ไม่ได้ตั้งอยู่บนถนนเส้นหลัก แถมยังไม่มีป้ายบอกว่าตรงนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกต่างหาก ไม่ได้มีการโปรโมทอะไรเยอะแยะ คนจึงรู้จักน้อย เนื่องจากตรงนี้เป็นพื้นที่อันอยู่ในความดูแลของหน่วยจัดการต้นแม่งายโดยถ้าหากพูดถึงหน่วยจัดการต้นน้ำส่วนมากจะเป็นพื้นที่อนุรักษ์คือไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่ การพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็น้อย เหมือนกับอุทยานแห่งชาติอย่างไงอย่างงั้น การเดินทางไปดอยค้ำฟ้า ให้ใช้เส้นทางหมายเลข 107 เชียงใหม่-ฝาง จะผ่านอำเภอเชียงดาว พอไปถึงแยกเพื่อจะไปเวียงแหง ให้เลี้ยวซ้ายไปยังเวียงแหงและขับตรงไปประมาณ 26 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงทางผ่านต้องพบกับเส้นทางอันแสนคดเคี้ยวและชันเล็กน้อย แต่พื้นถนนถนนก็เป็นถนนราดยางไปจนถึงปากทางเข้าดอยค้ำฟ้าเลยทีเดียว รถทุกชนิดสามารถไปได้หมด

endlessly-

การมานอนบนดอยค้ำฟ้า เป็นการผจญภัยอย่างแท้จริง เพราะบนนี้ไม่มีร้านอาหารต้องเตรียมขึ้นมาเองแน่นอนว่าน้ำดื่มด้วย ไฟฟ้าใช้ได้ตั้งแต่ 6 โมง – 3 ทุ่มเท่านั้น สัญญาณโทรศัพท์มีขาดๆ หายๆ จำกัดขึ้นมาพักวันล่ะ 50 คนเท่านั้น เพราะบนนี้ไม่มีน้ำใช้ น้ำของที่นี่ก็ต้องขนมาจากข้างล่างทุกวัน ถ้ามากันเยอะก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการ ไม่มีน้ำอุ่น เหมาะสำหรับคนที่คิดว่าชีวิตสุขสบาย อยากลองมาลำบากดูสักครั้ง

ตอนเย็นคุณก็ดูพระอาทิตย์ ตอนกลางคืนก็สามารถเดินมาดูดาว ณ ลานกางเต้นท์ได้ ดวงดาวระยิบระยับเต็มฟ้ารายล้อมตัวเราไว้ สมชื่อดอยค้ำฟ้าจริงๆ แถมยามเช้าก็ชมพระอาทิตย์ขึ้นได้อีกด้วย ได้อารมณ์แบบ 3 in 1 สุดๆ เพียงแต่จะไม่ได้เห็นวิวทิวเขาแบบ 360 องศาเหมือนสวนหินเท่านั้นเอง คุณสามารถชมดอกนางพญาเสือโคร่งได้ โดยเพียงเดินทางออกมาจากที่พัก ประมาณ 30 นาทีเท่านั้น ดอกนางพญาเสือโคร่งแถบนี้อยู่กันแบบแน่นขนัด เป็นทัศนียภาพราวกับกำลังอยู่บนสรวงสวรรค์เลยทีเดียว

Mae-Moei-National-Park

อุทยานแห่งชาติแม่เมย

อุทยานแห่งชาติแม่เมย อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานกองอุทยานแห่งชาติกรมป่าไม้ ตั้งอยู่ ตำบลแม่สอง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก บริเวณนี้มีแม่น้ำเมยคอยกั้นแบ่งพรมแดนระหว่างไทยและพม่า โดยก่อตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชกฤษฎีกา ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2542 มีเนื้อที่ทั้งหมด 185.28 ตารางกิโลเมตร หากพูดถึงลักษณะภูมิประเทศ ส่วนมากเป็นภูเขาสลับซับซ้อนมีบริเวณราบน้อยมาก ความสูงเฉลี่ยคือ 680 เมตรจากระดับน้ำทะเล พื้นที่แถบนี้ถูกปกคลุมไปด้วยป่าไม้อันค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ แต่ไม้ตนใหญ่ๆ มีน้อยนอกจากนี้ยังเป็นต้นน้ำของน้ำสายสำคัญอย่าง ลำน้ำแม่อุสุ , ลำน้ำแม่สลิดหลวง , แม่น้ำเมย

หากกล่าวถึงจังหวัดซึ่งอยู่สุดเขตดินแดนตะวันตกทางภาคเหนือของประเทศไทย ใครก็ต่างรู้ดีว่าเป็นที่ตั้งของจังหวัดตาก ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดซึ่งมีความน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าต้นน้ำ ความหลากหลายของภูมิประเทศ แถมยังเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กับพม่าเพียงแค่แม่น้ำกั้นเท่านั้น

Mae-Moei-National-Park-

อุทยานแห่งชาติแม่เมย มีชื่อเสียงในเรื่องของความงดงามของทะเลหมอก เพียงแค่พื้นที่ภายในเขตอุทยานก็มีจุดชมทะเลหมอกให้เลือกชม 4 จุดใหญ่ๆ ด้วยกันถ้าคุณคิดว่าทะเลหมอกที่ไหนๆ ก็เหมือนกันหมดต้องเรียกว่าไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะความสวยงามของทะเลหมอกนั้นมันต้องมาพร้อมกับปัจจัยอื่น รวมกันแน่นอนว่าจุดชมทะเลหมอกแต่ละแห่งก็มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน จุดแรกที่คุณห้ามพลาดถ้ามา อุทยานแห่งชาติแม่เมย ก็คือ ม่อนปุยหมอก สถานสำคัญประจำอุทยานฯ ซึ่งตลอดเส้นทางที่เราเดินขึ้นไปนั้นจะได้รับชมความสวยงามของธรรมชาติและได้สัมผัสกับพันธุ์ไม้แปลกตาหลายชนิด การได้รับชมความอลังการของทะเลหมอกอันหนาแน่นสลับกับทิวเขาซ้อนกันไกลสุดลูกหูลูกตานับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ในชีวิตจริงนอกจากนี้ภายในอุทยานแห่งชาติแม่เมยยังมีอีก 3 จุดเพื่อการรับชมทะเลหมอกแบบสบายๆ อีกด้วย

ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 10 กิโลเมตร คุณจะได้พบกับ ม่อนกิ่วลม ซึ่งได้ชื่อว่ามีวิวพระอาทิตย์ขึ้นอันสุดตระการตามากที่สุด วิวทะเลหมอกแห่งนี้ดูราวกับเป็นทะเลสีขาวจากสรวงสวรรค์ จึงไม่น่าแปลกถ้าใครจะมีความประทับใจม่อนกิ่วลมแบบไม่รู้คลาย นอกจากจะชมทะเลหมอกสวยๆ ยามเช้าแล้ว ทั้ง 2 ม่อนนี้ก็ยังชมวิวยามเย็นช่วงพระอาทิตย์ได้อีกด้วย เนื่องจากทิศนี้เป็นทิศตะวันตกพอดี ถ้าคุณอยากรับชมภาพพระอาทิตย์ตกอันสุดแสนโรแมนติก รับรองว่า 2 ม่อนนี้ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

Posted by / December 20, 2017 / Posted in Travel
Tristan-da-Cunha

เกาะที่ห่างไกลแผ่นดินที่สุดในโลก Tristan da Cunha

เชื่อว่าหลายคนในโลกใบนี้คงเคยมีความคิดอยากจะหนีหายไปจากสังคมของตัวเอง โลกของตัวเอง ประมาณว่าอยากจะหนีไปจากผู้คน อยากจะหนีไปอยู่ที่เงียบๆ สันโดษ ไม่ต้องพบหน้าใครกันบ้างแหละ ว่าแต่ว่าถ้าหากเรามีความคิดแบบนี้จริงๆ เราจะไปที่ไหนดี วันนี้เรามีสถานที่มาแนะนำกัน รับรองว่าไกลผู้ไกลคนแน่นอน

เกาะที่ห่างจากแผ่นดินมากที่สุด

เกาะที่ว่าเราจะพาไปรู้จักกันนี้มีชื่อว่า Tristan da Cunha อ่านว่า ตริสตัน ดา กูนยา เกาะนี้ถูกบันทึกเอาไว้ว่าเป็นเกาะที่ห่างไกลจากแผ่นดินมากที่สุด ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติคตอนใต้ ห่างจากทวีปแอฟริกาอยู่ถึง 2,816 กิโลเมตร อีกด้านหนึ่งห่างจากทวีปอเมริกาใต้ถึง 3,360 กิโลเมตร เรียกได้ว่าตั้งอยู่ตรงกลางแบบไม่เจอใครเลยทีเดียว

Tristan-da-Cunhas

ประวัติความเป็นมาของเกาะ

เรามาย้อนรอยเพื่อเป็นเกร็ดความรู้เล็กน้อย เกาะแห่งนี้ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1506 โดยนักเดินเรือชาวโปรตุเกสชื่อว่า Tristao Cunha อ่านว่า ตริสเตา กูนยา (ต่อมานำชื่อนักเดินเรือคนนี้มาตั้งเป็นชื่อเกาะ) แม้ว่าจะถูกค้นพบแต่ก็ไม่สามารถขึ้นเกาะได้เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่อำนวย จนกระทั่งปี 1767 ชาวฝรั่งเศสสามารถขึ้นเกาะแห่งนี้ได้จากเรือใบใช้จักร เมื่อขึ้นไปสำรวจแล้วพบว่าเกาะแห่งนี้ไม่มีใครอาศัยอยู่เลย แต่มีแหล่งน้ำจืด ต่อมาทางอังกฤษต้องการครอบครองเกาะนี้เลยส่งกำลังทหารมาประจำการตั้งแต่ปี 1816 เกาะจึงถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

Tristan-da-Cunha-

วิถีชีวิตของผู้คนบนเกาะ

สงสัยกันไหมว่าเกาะ Tristan da Cunha ที่ห่างไกลแผ่นดินและผู้คนแบบนี้ คนเค้าอยู่กันยังไง ที่นี่เค้าอยู่กันแบบเงียบสงบมาก มีประชากรไม่เกิน 300 คนทั่วทั้งเกาะ ทุกคนได้รับแบ่งสรรปันส่วนที่ดิน และสัตว์เลี้ยงเท่าๆ กันทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สินค้าส่งออกของที่นี่คือ กุ้งมังกร และแสตมป์ของที่นี่ที่หายากมากๆ แห่งหนึ่งของโลก

Tristan-da-Cunha_

จุดเด่นของเกาะแห่งนี้

เกาะที่ห่างไกลผู้คนและแผ่นดินแบบนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่ากลับเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของธรรมชาติที่มีอยู่อย่างล้นเหลือจนเราไม่อยากเชื่อว่าจะมีสถานทีแห่งนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่นี่เป็นแลนด์มาร์คที่เหล่านักผจญภัยอยากจะไปพิชิตสักครั้ง(โดยเฉพาะยอดภูเขาไฟ) หรือใครที่อยากจะมีประสบการณ์ที่ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้เลยสักระยะเวลาหนึ่ง นั่นทำให้ที่นี่มีนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ แม้ว่าการมา และการกลับแต่ละครั้งจะยากลำบากก็ตามที

สำหรับใครที่อยากจะหลีกหนีผู้คนไปสุดขอบโลก แบบไม่มีใครตามได้เจอ เราขอแนะนำเกาะ Tristan da Cunha นี้ รับรองว่าเราจะตัดขาดจากโลกภายนอกไปได้แบบสิ้นเชิงเลยทีเดียว

Posted by / November 18, 2017 / Posted in Travel
Sawanbondin-

สวรรค์บนดิน โฮมสเตย์ สวรรค์บนดินจริงๆ

การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เริ่มเป็นนิยมมากขึ้นในหมู่หนุ่มสาววัยทำงานในเมืองหลวง ส่วนหนึ่งอาจจะต้องการหลีกหนีความวุ่นวายจากการทำงาน การใช้ชีวิตและมลพิษที่รายล้อมอยู่รอบตัวพวกเค้าอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้เราได้เห็นการเปิดตัวของโฮมสเตย์แบบใกล้ชิดธรรมชาติอย่างมากมาย หนึ่งในนั้นคือ สวรรค์บนดิน ฟาร์มและโฮมสเตย์

Sawanbondin-a

สวรรค์บนดิน ฟาร์มและโฮมสเตย์อยู่ที่ไหน

โฮมสเตย์ที่เปรียบได้กับสวรรค์บนดินแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย การเดินทางสะดวก หาง่าย สามารถเดินทางมาได้ตาม จีพีเอส ของเว็บนำเที่ยว หรือ กูเกิ้ล ก็ได้ รับรองไม่หลงทางให้ปวดหัว

Sawanbondin-s

 

จากความจำเป็น สู่ความยั่งยืน

ที่มาของสวรรค์บนดิน นับว่าน่าสนใจ จุดเริ่มต้นของพวกเค้าเริ่มจากการที่คุณพ่อของครอบครัวเกิดล้มป่วยไม่สบาย ร่างกายชาและขยับตัวไม่ได้ เนื่องจากเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในสมอง ทุกคนในครอบครัวพยายามช่วยกันเต็มที่แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ทำให้ครอบครัวตัดสินใจ ทิ้งวิถีชีวิตคนเมืองหลวงไว้เบื้องหลัง แล้วเดินทางไปตั้งต้นกันใหม่ที่จังหวัดเชียงราย ด้วยวิถีเกษตรพอเพียง จากนั้นลูกชายได้มีการนำพืชผักสมุนไพรมาดัดแปลงเป็นเครื่องดื่ม อย่างชา กาแฟ เพื่อสร้างมูลค่า และรายได้มาดูแลครอบครัว แล้วแตกแขนงออกมาเป็นโฮมสเตย์ด้วยจนถึงปัจจุบัน

Sawanbondin

จุดเด่นของ สวรรค์บนดิน โฮมสเตย์

ห้องพักของ สวรรค์บนดิน โฮมสเตย์นั้นมีทั้งหมด 3 ห้องเท่านั้น แบ่งเป็นห้องราคาคืนละ 500 บาท 2 ห้อง และ ห้องพักราคาคืนละ 600 บาทจำนวน 1 ห้อง(แตกต่างกันตรงที่มีโทรทัศน์) จุดเด่นของที่นี่อย่างแรกเลยความเป็นธรรมชาติ ที่เราจะเข้าถึงธรรมชาติได้อย่างแท้จริง ที่นี่อยู่ใกล้กับแม่น้ำธรรมชาติทำให้เราซึมซับบรรยากาศได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

สองการตกแต่งห้องพัก เป็นโฮมสเตย์ที่อยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นธรรมชาติและความเป็นเมือง การตกแต่งห้องด้วยปูนเปลือย และเครื่องปั้นดินเผาที่เจ้าของทำเอง ทำให้รู้สึกได้ถึงความใส่ใจของเจ้าของ ห้องพักของที่นี่มีแอร์ และเครื่องทำน้ำอุ่น เพื่อไม่ให้การมาพักที่โฮมสเตย์แตกต่างจากวิถีชีวิตเดิมมากไป

Sawanbondin_

สามแนวคิดของเจ้าของโฮมสเตย์อย่าง โต ชูเกียรติ เวสารัชชพงศ์ ที่มีแนวคิดในการอยู่แบบพอเพียง ท่ามกลางกระแสโลกที่รวดเร็วและทุนนิยมแบบนี้ นั่นทำให้หลายคนเข้าไปเยี่ยมเยียนเค้าด้วยความสนใจในแนวคิดตรงนี้อีกทางหนึ่ง

สี่ชา กาแฟ ไม่หลากหลายแต่มีคุณค่า นอกจากที่พักแบบโฮมเสตย์แล้ว ที่นี่ยังปรับเป็นร้านชา กาแฟ และของที่ระลึกด้วย จุดเด่นของชา กาแฟที่นี่คือ วัตถุดิบที่ใช้นำมาจากการปลูกเอง ปลอดสารพิษ ส่วนเมนูแม้จะไม่หลากหลายเหมือนร้านกาแฟเฟรนไชส์ทั่วไป แต่เป็นเมนูที่ทางร้านได้คิด สร้างสรรค์ ทดลองเอง จนกลายเป็นเมนูพิเศษของร้าน ที่รสชาติไม่เหมือนใคร เห็นข้อดีอย่างนี้แล้ว หากใครผ่านไปเชียงรายอย่าลืมไป Sawanbondin Farm&homestay รับรองว่าจะได้เห็นสวรรค์บนดินอย่างแท้จริง

Posted by / October 18, 2017 / Posted in Travel