Natadera-Temple-review-japan

Natadera Temple วัดชื่อดังของญี่ปุ่น

ในช่วงเวลาที่อากาศร้อนทะลุ 40 องศาในช่วงเดือนเมษาของบ้านเราอย่างดีก็อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกร้อนใจและกังวลใจ ประกอบกับช่วงวันหยุดยาวที่เราไม่รู้ว่าจะเดินทางไปที่ไหนดี ญี่ปุ่นก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่หลายคนต้องการที่จะไป แน่นอนว่าในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีสถานที่ท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ดังนั้นวันนี้เราจะพาทุกท่านมารู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ซึ่งในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมารู้จักกับ Natadera Temple สถานที่ที่สุดแสนจะสงบและเรียบง่าย ซึ่งเราจะพาทุกท่านมารู้จักความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ รวมถึงตำแหน่งที่ตั้งและวิธีการไปถึงกัน ถ้าพร้อมแล้วก็มารู้จัก Natadera Temple พร้อมกันเลย

review-japan-Natadera-Temple

วัดนะตะเดระ (Natadera Temple) เป็นวัดชื่อดังอีกสถานที่หนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่หลายคนต้องการไปชมถึงทัศนียภาพที่สวยงามของสถานที่แห่งนี้ จุดเด่นของวัดแห่งนี้ก็เห็นจะเป็นธรรมชาติที่รายล้อมสถานที่นี้เอาไว้ที่ช่วยให้สถานที่นี้ดูมีเสน่ห์แปลกตาขึ้นมา อีกจุดหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของวัดแห่งนี้นั่นก็คือ สถานที่แห่งที่แวดล้อมไปภูเขาหินที่แสนสวยงาม ที่จะมีหมู่ไม้ที่เปลี่ยนสีสันไปตามฤดูกาลทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนได้รับประสบการณ์การมาเยือนที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละฤดูกาลนั่นเอง ซึ่งวัดแห่งนี้มีประวัติศาสตร์และความเป็นมายาวนานกว่า 1300 ปีเลยก็ว่าได้ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเมื่อครั้งที่หนังสือชื่อดังระดับโลกอย่างหนังสือไกด์บุค ได้ยกให้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มี่ความใหญ่โตกว้างขวางและมีความงดงามเป็นอย่างมาก นอกจากนี้สถานที่แห่งนี้ยังเป็นศูนย์รวมความเชื่อในเรื่องของการชำระล้างความผิดและพิธีกรรมต่างๆ โดยเชื่อกันว่าหากเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้จะเป็นการชำระใจจิตใจให้บริสุทธิ์ได้อีกด้วย นับว่าเป็นจุดหมายสำคัญของการเดินทางมาเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ นอกจากสถานที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมเรื่องความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ แล้ว สถานที่แห่งนี้ก็ยังโดดเด่นในเรื่องของการเดินทางมาเพื่อชมความสวยงามของดอกไม้ ต้นไม้ในฤดูใบไม้ร่วงและใบไม้ผลิ ที่สีของใบไม้จะทยอยเปลี่ยนสีและร่วงร่วงมาเป็นสีแดงเต็มไปหมด ให้ความรู้สึกของการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลได้อย่างแท้จริงเลยทีเดียว

นับว่าเป็นอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียวสำหรับสถานที่สุดพิเศษเช่นนี้ ซึ่งการเดินทางมาสถานที่แห่งนี้ก็มาได้โดยง่าย เพียงโดยสารรถไฟฟ้าจาก Tokyo ไปลงที่ Kanazawa แล้วต่อไปลงที่ Kaga onsen เมื่อถึงป้ายนี้ให้นั่งรถบัสไปลงที่ป้าย Natadera แล้วเดินตามแนวมาจนถึงสถานที่วัด เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้สัมผัสบรรยากาศได้อย่างเต็มที่เลยล่ะครับ

Fingers-Cave-pic

ถ้ำฟิงเกิล ถ้ำพิศวงแห่งสกอตแลนด์

ตอนนี้เชื่อว่าคนไทยทุกคนคงกำลังส่งกำลังใจช่วยนักกีฬาทีมหมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำให้ออกมาได้อย่างปลอดภัย การท่องเที่ยวถ้ำนั้นถือว่าเป็นการท่องเที่ยวที่มีความท้าทายและอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ถ้ำในบ้านเราเท่านั้น ยังมีถ้ำอีกหลายแห่งทั่วโลกที่รอนักสำรวจให้เข้าไปค้นหาอย่างเช่น ถ้ำฟิงเกิล ณ ประเทศสกอตแลนด์

ถ้ำพิศวงแห่งประเทศสกอตแลนด์

ถ้ำฟิงเกลแห่งนี้ตั้งอยู่ที่หมู่เกาะอินเนอร์ เฮบริดีส หมู่เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศสกอตแลดน์ ซึ่งถ้ำฟิงเกลนั้นตั้งอยู่บนเกาะสตาฟฟา เกาะนี้ค่อนข้างห่างไกลผู้คน กลางทะเลอย่างแท้จริง หากใครคิดจะไปสำรวจอาจจะต้องวางแผนสักหน่อย พร้อมกับติดต่อหน่วยงานที่ชื่อว่า National Trust for Scotland เพื่อเบิกทางเข้าไป

ลักษณะเด่นของถ้ำ ฟิงเกิล

ถ้ำฟิงเกิลนั้นถือว่าเป็นถ้ำที่มีความลึกลับ พิศวงมากแห่งหนึ่งของโลก เริ่มจากทางเข้าถ้ำก็ลึกลับแล้ว เนื่องจากทางเค้าถ้ำแห่งนี้จะเป็นเกาะจากการกัดเซาะของน้ำทะเล ทำให้เกิดช่องทางเข้าถ้ำแบบมีเสาหินค้ำอยู่ เสาหินนี้เป็นหินบะซอลต์ รูปร่างหกเหลี่ยมตั้งฉากกับพื้นถ้ำและน้ำทะเล(ไม่น่าเชื่อว่าน้ำทะเลจะเซาะเสาหินจนเรียบร้อยเป็นรูปทรงได้เป๊ะขนาดนั้น) ส่วนด้านบนเป็นเส้นโค้งจากการกันกร่อนของธรรมชาติเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้นทางเข้าถ้ำยังมีเสียงคลื่นซัดกระทบกับเสาหิน และโขดหินเกิดเป็นเสียงเพลงคล้ายกับดนตรีต้อนรับผู้มาเยือนอีกด้วย นับว่าเป็นถ้ำที่มีความสวยงามจากฝีมือธรรมชาติอย่างแท้จริง

Fingers-Cave-photo

ความเชื่อเรื่องของมนุษย์

แม้ว่าถ้ำฟิงเกิลจะอยู่ห่างไกลผู้คนอย่างมาก แถมอยู่กลางทะเลแบบที่ไม่มีใครอยู่ใกล้เลย ซึ่งดูจากสภาพแวดล้อมแล้วไม่น่าจะมีใครอาศัยอยู่ได้ แต่กลับมีความเชื่อกันว่าเกาะฟิงเกิลแห่งนี้ เคยมีมนุษย์อาศัยอยู่ด้วยแต่มนุษย์ไม่น่าจะอาศัยอยู่ได้นานนัก เนื่องจากเกาะอยู่ห่างไกล ไม่มีพื้นที่สำหรับเกษตรกรรม ลมแรงพัดเข้าสู่เกาะตลอดทำให้การดำรงชีวิตยากมาก เลยเชื่อกันว่าเพื่อความอยู่รอดชาวเกาะแห่งนี้ได้อพยพไปขึ้นฝั่งสกอตแลนด์เมื่อปี 1930

ถ้ำแห่งมรดกโลก

ปัจจุบันถ้ำฟิงเกิลแห่งนี้ได้ถูกขึ้นบัญชีเป็นมรดโลกโดยองค์การยูเนสโกแล้วตั้งแต่ปี 1986 แม้ว่าถ้ำฟิงเกลจะไม่มีใครอยู่แล้วก็ตาม แต่มันก็ยังทำหน้าที่ตามธรรมชาติในการอนุรักษ์อยู่นั่นคือ การเป็นแหล่งพักพิงให้กับบรรดานกทั้งหลายให้หลบภัยจากสัตว์ร้ายตามธรรมชาติ ใครชื่นชอบการสำรวจถ้ำและการผจญภัย แนะนำว่าควรไปสำรวจถ้ำฟิงเกิลกับเสาหินบะซอลต์รูปทรงหกเหลี่ยมสักครั้ง รับรองว่าไม่ผิดหวัง

Posted by / October 19, 2018 / Posted in Travel
Fairy-Pools

Fairy Pools ท้องน้ำแห่งสวงสวรรค์

ประเทศสกอตแลนด์ไม่ได้มีแต่ปี่สกอตแลนด์เท่านั้นที่ขึ้นชื่อ สถานที่ท่องเที่ยวของพวกเค้าก็จัดว่าสวยงามระดับสวรรค์บนดินเช่นกัน บางแห่งก็น่าพิศวงจนไม่น่าเชื่อ อย่างเช่นสถานที่ท่องเที่ยวของเราวันนี้สวยงามจนเรานิยามได้ว่ามันคือท้องน้ำแห่งสวงสวรรค์เลยนั่นคือ Fairy Pools

 

Fairy Pools อยู่ที่ไหน

Fairy Pools นั้นหมายถึงท้องน้ำ หรือสระว่ายน้ำธรรมชาติขนาดไม่ใหญ่มาก ตั้งอยู่ในหุบเขาอันสวยงามที่ชื่อว่า หุบเขาเกลน บริทเทิล หุบเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของเกาะสกาย เกาะแห่งสำคัญของเขตหมู่เกาะอินเนอร์ เฮบรีดิส หมู่เกาะชื่อดังทางตะวันตกของประเทศสกอตแลนด์

จุดเด่นของ Fairy Pools

Fairy Pools หรือ แปลเป็นไทยว่า ท้องน้ำแห่งสวงสวรรค์แห่งนี้ จัดว่ามีความงามระดับสิบเต็มสิบจากทุกสำนักเลย จุดเด่นคือความเป็นธรรมชาติแบบธรรมชาติสร้างสรรค์จริงๆ ลองนึกภาพว่าเรากำลังเล่นน้ำอยู่ท่ามกลางป่าไม้ หุบเขา น้ำใสไหลเย็นมองเห็นก้นบึ้งของบ่อแบบไม่มีอะไรขวางกั้นเลย น้ำที่เราสัมผัสนั้นก็เป็นน้ำบริสุทธิจากธรรมชาติแบบไร้การปรุงแต่งสารเคมีใด เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เราได้เข้าถึงธรรมชาติอย่างแท้จริงแล้ว

Fairy-Pools-pic

การเดินทางอย่างระมัดระวัง

หากเราต้องการจะไปสัมผัสท้องน้ำแห่งสวงสรรค์แห่งนี้ อาจจะต้องใช้ความระมัดระวังสักหน่อย เนื่องจากเป็นหิน ดิน โคลน ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหน้าฝนการเดินทางด้วยเท้าเข้าไปอาจจะต้องใส่รองเท้าที่คล่องตัว และทะมัดทะแมงเพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง แต่เส้นทางไม่ได้ยากและโหดร้ายขนาดนั้น สามารถเดินไปได้แบบสบายๆ

การลงเล่นน้ำต้องมีกฎระเบียบ

อีกอย่างหนึ่งการไปเที่ยวแห่งนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าไม่ได้ลงเล่นน้ำ ปรากฏว่าผิดถนัดเลย เนื่องจากทางสกอตแลนด์ได้เปิดโอกาสให้เราเข้าไปเล่นน้ำในสถานที่นี้ได้เลย แต่มีข้อแม้สำคัญอยู่นั่นคือ หากเราต้องการจะเล่นน้ำ ต้องมีการล้างตัวเพื่อทำการชะล้างสารเคมีไปเสียก่อน เค้าต้องออกกฏแบบนี้มาเพื่อทำให้สารเคมีหลงเหลือเข้าสู่ธรรมชาติให้น้อยที่สุดนั่นเอง แต่การออกกฏนี้มาเค้าก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น เนื่องจากว่าเค้ามีบริการห้องน้ำเอาไว้ในบริเวณเล่นน้ำแล้ว(ใครปวดท้องก็อย่าไปปล่อยในน้ำล่ะ) ดังนั้นเราสามารถไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างตัว เพื่อลงเล่นน้ำได้เลย

กิจกรรมอื่นในการท่องเที่ยว

หลังจากขึ้นจากน้ำแล้ว ที่นี่ก็มีการท่องเที่ยวรูปแบบอื่น กิจกรรมอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ เดินสำรวจธรรมชาติ การตั้งเต็นท์นอน และอีกมากมาย เอาเป็นว่าใครเป็นนักท่องเที่ยวเชิงสำรวจธรรมชาติล่ะก็ การได้ไปแช่น้ำ ณ Fairy Pools แห่งนี้นับว่าเป็นแลนด์มาร์คที่ต้องไป ใครยังไม่เคยไปต้องรีบเลย

endlessly

ดอยค้ำฟ้าเชียงใหม่

ดอยค้ำฟ้า ณ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งดอยซึ่งไม่ค่อยมีใครรู้จักเท่าไหร่นัก สำหรับท่านที่มีเวลาไปท่องเที่ยวตามเทศกาลต่างๆ แต่ไม่อยากเบียดเสียดกับบรรดานักเดินทางคนอื่นๆ ตามดอยอันมีชื่อเสียงโด่งดังในเชียงใหม่ เราขอแนะนำให้ท่านมาดอยค้ำ เพราะนอกจากจะมีทะเลหมอกกับสามารถรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกอันงดงามได้แล้ว ก็ยังมีจุดสำคัญอีกอย่างคือ มีจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งด้วย เรียกได้ว่ามาแค่ดอยเดียวแต่ครบทุกความต้องการ แถมคนน้อยไม่ต้องแย่งกันถ่ายรูป เหมาะสำหรับคนที่ต้องการมาพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง

ดอยค้ำฟ้า ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเชียงดาว แต่ก็ไม่ได้ตั้งอยู่ในตัวอำเภอแต่จะอยู่เฉียดๆ ไปทางอำเภอเวียงแหง คือ ไม่ได้ตั้งอยู่บนถนนเส้นหลัก แถมยังไม่มีป้ายบอกว่าตรงนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกต่างหาก ไม่ได้มีการโปรโมทอะไรเยอะแยะ คนจึงรู้จักน้อย เนื่องจากตรงนี้เป็นพื้นที่อันอยู่ในความดูแลของหน่วยจัดการต้นแม่งายโดยถ้าหากพูดถึงหน่วยจัดการต้นน้ำส่วนมากจะเป็นพื้นที่อนุรักษ์คือไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่ การพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็น้อย เหมือนกับอุทยานแห่งชาติอย่างไงอย่างงั้น การเดินทางไปดอยค้ำฟ้า ให้ใช้เส้นทางหมายเลข 107 เชียงใหม่-ฝาง จะผ่านอำเภอเชียงดาว พอไปถึงแยกเพื่อจะไปเวียงแหง ให้เลี้ยวซ้ายไปยังเวียงแหงและขับตรงไปประมาณ 26 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงทางผ่านต้องพบกับเส้นทางอันแสนคดเคี้ยวและชันเล็กน้อย แต่พื้นถนนถนนก็เป็นถนนราดยางไปจนถึงปากทางเข้าดอยค้ำฟ้าเลยทีเดียว รถทุกชนิดสามารถไปได้หมด

endlessly-

การมานอนบนดอยค้ำฟ้า เป็นการผจญภัยอย่างแท้จริง เพราะบนนี้ไม่มีร้านอาหารต้องเตรียมขึ้นมาเองแน่นอนว่าน้ำดื่มด้วย ไฟฟ้าใช้ได้ตั้งแต่ 6 โมง – 3 ทุ่มเท่านั้น สัญญาณโทรศัพท์มีขาดๆ หายๆ จำกัดขึ้นมาพักวันล่ะ 50 คนเท่านั้น เพราะบนนี้ไม่มีน้ำใช้ น้ำของที่นี่ก็ต้องขนมาจากข้างล่างทุกวัน ถ้ามากันเยอะก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการ ไม่มีน้ำอุ่น เหมาะสำหรับคนที่คิดว่าชีวิตสุขสบาย อยากลองมาลำบากดูสักครั้ง

ตอนเย็นคุณก็ดูพระอาทิตย์ ตอนกลางคืนก็สามารถเดินมาดูดาว ณ ลานกางเต้นท์ได้ ดวงดาวระยิบระยับเต็มฟ้ารายล้อมตัวเราไว้ สมชื่อดอยค้ำฟ้าจริงๆ แถมยามเช้าก็ชมพระอาทิตย์ขึ้นได้อีกด้วย ได้อารมณ์แบบ 3 in 1 สุดๆ เพียงแต่จะไม่ได้เห็นวิวทิวเขาแบบ 360 องศาเหมือนสวนหินเท่านั้นเอง คุณสามารถชมดอกนางพญาเสือโคร่งได้ โดยเพียงเดินทางออกมาจากที่พัก ประมาณ 30 นาทีเท่านั้น ดอกนางพญาเสือโคร่งแถบนี้อยู่กันแบบแน่นขนัด เป็นทัศนียภาพราวกับกำลังอยู่บนสรวงสวรรค์เลยทีเดียว

Mae-Moei-National-Park

อุทยานแห่งชาติแม่เมย

อุทยานแห่งชาติแม่เมย อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานกองอุทยานแห่งชาติกรมป่าไม้ ตั้งอยู่ ตำบลแม่สอง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก บริเวณนี้มีแม่น้ำเมยคอยกั้นแบ่งพรมแดนระหว่างไทยและพม่า โดยก่อตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชกฤษฎีกา ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2542 มีเนื้อที่ทั้งหมด 185.28 ตารางกิโลเมตร หากพูดถึงลักษณะภูมิประเทศ ส่วนมากเป็นภูเขาสลับซับซ้อนมีบริเวณราบน้อยมาก ความสูงเฉลี่ยคือ 680 เมตรจากระดับน้ำทะเล พื้นที่แถบนี้ถูกปกคลุมไปด้วยป่าไม้อันค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ แต่ไม้ตนใหญ่ๆ มีน้อยนอกจากนี้ยังเป็นต้นน้ำของน้ำสายสำคัญอย่าง ลำน้ำแม่อุสุ , ลำน้ำแม่สลิดหลวง , แม่น้ำเมย

หากกล่าวถึงจังหวัดซึ่งอยู่สุดเขตดินแดนตะวันตกทางภาคเหนือของประเทศไทย ใครก็ต่างรู้ดีว่าเป็นที่ตั้งของจังหวัดตาก ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดซึ่งมีความน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าต้นน้ำ ความหลากหลายของภูมิประเทศ แถมยังเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กับพม่าเพียงแค่แม่น้ำกั้นเท่านั้น

Mae-Moei-National-Park-

อุทยานแห่งชาติแม่เมย มีชื่อเสียงในเรื่องของความงดงามของทะเลหมอก เพียงแค่พื้นที่ภายในเขตอุทยานก็มีจุดชมทะเลหมอกให้เลือกชม 4 จุดใหญ่ๆ ด้วยกันถ้าคุณคิดว่าทะเลหมอกที่ไหนๆ ก็เหมือนกันหมดต้องเรียกว่าไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะความสวยงามของทะเลหมอกนั้นมันต้องมาพร้อมกับปัจจัยอื่น รวมกันแน่นอนว่าจุดชมทะเลหมอกแต่ละแห่งก็มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน จุดแรกที่คุณห้ามพลาดถ้ามา อุทยานแห่งชาติแม่เมย ก็คือ ม่อนปุยหมอก สถานสำคัญประจำอุทยานฯ ซึ่งตลอดเส้นทางที่เราเดินขึ้นไปนั้นจะได้รับชมความสวยงามของธรรมชาติและได้สัมผัสกับพันธุ์ไม้แปลกตาหลายชนิด การได้รับชมความอลังการของทะเลหมอกอันหนาแน่นสลับกับทิวเขาซ้อนกันไกลสุดลูกหูลูกตานับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ในชีวิตจริงนอกจากนี้ภายในอุทยานแห่งชาติแม่เมยยังมีอีก 3 จุดเพื่อการรับชมทะเลหมอกแบบสบายๆ อีกด้วย

ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 10 กิโลเมตร คุณจะได้พบกับ ม่อนกิ่วลม ซึ่งได้ชื่อว่ามีวิวพระอาทิตย์ขึ้นอันสุดตระการตามากที่สุด วิวทะเลหมอกแห่งนี้ดูราวกับเป็นทะเลสีขาวจากสรวงสวรรค์ จึงไม่น่าแปลกถ้าใครจะมีความประทับใจม่อนกิ่วลมแบบไม่รู้คลาย นอกจากจะชมทะเลหมอกสวยๆ ยามเช้าแล้ว ทั้ง 2 ม่อนนี้ก็ยังชมวิวยามเย็นช่วงพระอาทิตย์ได้อีกด้วย เนื่องจากทิศนี้เป็นทิศตะวันตกพอดี ถ้าคุณอยากรับชมภาพพระอาทิตย์ตกอันสุดแสนโรแมนติก รับรองว่า 2 ม่อนนี้ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน

Posted by / December 20, 2017 / Posted in Travel
Tristan-da-Cunha

เกาะที่ห่างไกลแผ่นดินที่สุดในโลก Tristan da Cunha

เชื่อว่าหลายคนในโลกใบนี้คงเคยมีความคิดอยากจะหนีหายไปจากสังคมของตัวเอง โลกของตัวเอง ประมาณว่าอยากจะหนีไปจากผู้คน อยากจะหนีไปอยู่ที่เงียบๆ สันโดษ ไม่ต้องพบหน้าใครกันบ้างแหละ ว่าแต่ว่าถ้าหากเรามีความคิดแบบนี้จริงๆ เราจะไปที่ไหนดี วันนี้เรามีสถานที่มาแนะนำกัน รับรองว่าไกลผู้ไกลคนแน่นอน

เกาะที่ห่างจากแผ่นดินมากที่สุด

เกาะที่ว่าเราจะพาไปรู้จักกันนี้มีชื่อว่า Tristan da Cunha อ่านว่า ตริสตัน ดา กูนยา เกาะนี้ถูกบันทึกเอาไว้ว่าเป็นเกาะที่ห่างไกลจากแผ่นดินมากที่สุด ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติคตอนใต้ ห่างจากทวีปแอฟริกาอยู่ถึง 2,816 กิโลเมตร อีกด้านหนึ่งห่างจากทวีปอเมริกาใต้ถึง 3,360 กิโลเมตร เรียกได้ว่าตั้งอยู่ตรงกลางแบบไม่เจอใครเลยทีเดียว

Tristan-da-Cunhas

ประวัติความเป็นมาของเกาะ

เรามาย้อนรอยเพื่อเป็นเกร็ดความรู้เล็กน้อย เกาะแห่งนี้ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1506 โดยนักเดินเรือชาวโปรตุเกสชื่อว่า Tristao Cunha อ่านว่า ตริสเตา กูนยา (ต่อมานำชื่อนักเดินเรือคนนี้มาตั้งเป็นชื่อเกาะ) แม้ว่าจะถูกค้นพบแต่ก็ไม่สามารถขึ้นเกาะได้เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่อำนวย จนกระทั่งปี 1767 ชาวฝรั่งเศสสามารถขึ้นเกาะแห่งนี้ได้จากเรือใบใช้จักร เมื่อขึ้นไปสำรวจแล้วพบว่าเกาะแห่งนี้ไม่มีใครอาศัยอยู่เลย แต่มีแหล่งน้ำจืด ต่อมาทางอังกฤษต้องการครอบครองเกาะนี้เลยส่งกำลังทหารมาประจำการตั้งแต่ปี 1816 เกาะจึงถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

Tristan-da-Cunha-

วิถีชีวิตของผู้คนบนเกาะ

สงสัยกันไหมว่าเกาะ Tristan da Cunha ที่ห่างไกลแผ่นดินและผู้คนแบบนี้ คนเค้าอยู่กันยังไง ที่นี่เค้าอยู่กันแบบเงียบสงบมาก มีประชากรไม่เกิน 300 คนทั่วทั้งเกาะ ทุกคนได้รับแบ่งสรรปันส่วนที่ดิน และสัตว์เลี้ยงเท่าๆ กันทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สินค้าส่งออกของที่นี่คือ กุ้งมังกร และแสตมป์ของที่นี่ที่หายากมากๆ แห่งหนึ่งของโลก

Tristan-da-Cunha_

จุดเด่นของเกาะแห่งนี้

เกาะที่ห่างไกลผู้คนและแผ่นดินแบบนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่ากลับเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของธรรมชาติที่มีอยู่อย่างล้นเหลือจนเราไม่อยากเชื่อว่าจะมีสถานทีแห่งนี้อยู่บนโลกใบนี้ด้วย จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่นี่เป็นแลนด์มาร์คที่เหล่านักผจญภัยอยากจะไปพิชิตสักครั้ง(โดยเฉพาะยอดภูเขาไฟ) หรือใครที่อยากจะมีประสบการณ์ที่ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้เลยสักระยะเวลาหนึ่ง นั่นทำให้ที่นี่มีนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ แม้ว่าการมา และการกลับแต่ละครั้งจะยากลำบากก็ตามที

สำหรับใครที่อยากจะหลีกหนีผู้คนไปสุดขอบโลก แบบไม่มีใครตามได้เจอ เราขอแนะนำเกาะ Tristan da Cunha นี้ รับรองว่าเราจะตัดขาดจากโลกภายนอกไปได้แบบสิ้นเชิงเลยทีเดียว

Posted by / November 18, 2017 / Posted in Travel
Sawanbondin-

สวรรค์บนดิน โฮมสเตย์ สวรรค์บนดินจริงๆ

การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เริ่มเป็นนิยมมากขึ้นในหมู่หนุ่มสาววัยทำงานในเมืองหลวง ส่วนหนึ่งอาจจะต้องการหลีกหนีความวุ่นวายจากการทำงาน การใช้ชีวิตและมลพิษที่รายล้อมอยู่รอบตัวพวกเค้าอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้เราได้เห็นการเปิดตัวของโฮมสเตย์แบบใกล้ชิดธรรมชาติอย่างมากมาย หนึ่งในนั้นคือ สวรรค์บนดิน ฟาร์มและโฮมสเตย์

Sawanbondin-a

สวรรค์บนดิน ฟาร์มและโฮมสเตย์อยู่ที่ไหน

โฮมสเตย์ที่เปรียบได้กับสวรรค์บนดินแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย การเดินทางสะดวก หาง่าย สามารถเดินทางมาได้ตาม จีพีเอส ของเว็บนำเที่ยว หรือ กูเกิ้ล ก็ได้ รับรองไม่หลงทางให้ปวดหัว

Sawanbondin-s

 

จากความจำเป็น สู่ความยั่งยืน

ที่มาของสวรรค์บนดิน นับว่าน่าสนใจ จุดเริ่มต้นของพวกเค้าเริ่มจากการที่คุณพ่อของครอบครัวเกิดล้มป่วยไม่สบาย ร่างกายชาและขยับตัวไม่ได้ เนื่องจากเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในสมอง ทุกคนในครอบครัวพยายามช่วยกันเต็มที่แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ทำให้ครอบครัวตัดสินใจ ทิ้งวิถีชีวิตคนเมืองหลวงไว้เบื้องหลัง แล้วเดินทางไปตั้งต้นกันใหม่ที่จังหวัดเชียงราย ด้วยวิถีเกษตรพอเพียง จากนั้นลูกชายได้มีการนำพืชผักสมุนไพรมาดัดแปลงเป็นเครื่องดื่ม อย่างชา กาแฟ เพื่อสร้างมูลค่า และรายได้มาดูแลครอบครัว แล้วแตกแขนงออกมาเป็นโฮมสเตย์ด้วยจนถึงปัจจุบัน

Sawanbondin

จุดเด่นของ สวรรค์บนดิน โฮมสเตย์

ห้องพักของ สวรรค์บนดิน โฮมสเตย์นั้นมีทั้งหมด 3 ห้องเท่านั้น แบ่งเป็นห้องราคาคืนละ 500 บาท 2 ห้อง และ ห้องพักราคาคืนละ 600 บาทจำนวน 1 ห้อง(แตกต่างกันตรงที่มีโทรทัศน์) จุดเด่นของที่นี่อย่างแรกเลยความเป็นธรรมชาติ ที่เราจะเข้าถึงธรรมชาติได้อย่างแท้จริง ที่นี่อยู่ใกล้กับแม่น้ำธรรมชาติทำให้เราซึมซับบรรยากาศได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

สองการตกแต่งห้องพัก เป็นโฮมสเตย์ที่อยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นธรรมชาติและความเป็นเมือง การตกแต่งห้องด้วยปูนเปลือย และเครื่องปั้นดินเผาที่เจ้าของทำเอง ทำให้รู้สึกได้ถึงความใส่ใจของเจ้าของ ห้องพักของที่นี่มีแอร์ และเครื่องทำน้ำอุ่น เพื่อไม่ให้การมาพักที่โฮมสเตย์แตกต่างจากวิถีชีวิตเดิมมากไป

Sawanbondin_

สามแนวคิดของเจ้าของโฮมสเตย์อย่าง โต ชูเกียรติ เวสารัชชพงศ์ ที่มีแนวคิดในการอยู่แบบพอเพียง ท่ามกลางกระแสโลกที่รวดเร็วและทุนนิยมแบบนี้ นั่นทำให้หลายคนเข้าไปเยี่ยมเยียนเค้าด้วยความสนใจในแนวคิดตรงนี้อีกทางหนึ่ง

สี่ชา กาแฟ ไม่หลากหลายแต่มีคุณค่า นอกจากที่พักแบบโฮมเสตย์แล้ว ที่นี่ยังปรับเป็นร้านชา กาแฟ และของที่ระลึกด้วย จุดเด่นของชา กาแฟที่นี่คือ วัตถุดิบที่ใช้นำมาจากการปลูกเอง ปลอดสารพิษ ส่วนเมนูแม้จะไม่หลากหลายเหมือนร้านกาแฟเฟรนไชส์ทั่วไป แต่เป็นเมนูที่ทางร้านได้คิด สร้างสรรค์ ทดลองเอง จนกลายเป็นเมนูพิเศษของร้าน ที่รสชาติไม่เหมือนใคร เห็นข้อดีอย่างนี้แล้ว หากใครผ่านไปเชียงรายอย่าลืมไป Sawanbondin Farm&homestay รับรองว่าจะได้เห็นสวรรค์บนดินอย่างแท้จริง

Posted by / October 18, 2017 / Posted in Travel
santhiya-koh-yao-pic

ขึ้นสวรรค์บนเกาะยาวกับ Paradise Koh Yao

สิ่งหนึ่งที่คนไทยหลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับเมืองไทยก็คือ บ้านเรายังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่เราอาจจะไม่เคยสัมผัส ยังไม่นับห้องพัก โรงแรมระดับต่างๆ ที่ออกแบบห้องพักออกมาให้เราได้รู้สึกว่าช่วงเวลาสั้นๆ ของการไปพักผ่อนนั้น ได้รับการพักผ่อนจริงๆ เหมือนกับที่เราจะพาไปพักผ่อนในวันนี้

Paradise-Koh-Yao_

ขึ้นสวรรค์บนเกาะยาวกับ Paradise Koh Yao

สถานที่แนะนำของเราในวันนี้ลงใต้ไปที่ เกาะยาวน้อย เกาะที่อาจจะไม่ได้อยู่ในกระแสของคนที่อยากไปเที่ยวทะเลสักเท่าไร แต่บอกได้เลยว่าหากได้ไปแล้ว จะเหมือนได้ขึ้นสวรรค์กันเลยทีเดียว ยิ่งได้พักกับ Paradise Koh Yao ด้วยนะ จะทำให้การพักผ่อนของเราเหมือนขึ้นสวรรค์ไปเลย

Paradise-Koh-Yao-s

ห้องพักของ Paradise Koh Yao

เราไปเริ่มต้นกันที่ ห้องพักของ Paradise Koh Yao ก่อน ห้องพักของที่จะมีการแบ่งออกเป็น 5 แบบรวมทั้งหมด 71 ห้องด้วยกัน เราขอไปที่ห้องพื้นฐานอย่างเดียวนะ พอเข้าไปถึงจะเจอการตกแต่งที่เน้นงานไม้เป็นหลัก ผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตา กับมุ้งกันยุ้ง ปลายเตียงจะหันออกไปทางทะเล เวลานอนแล้วมองทะเลปล่อยใจเพลินได้คิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา หรือจะเป็นตอนเช้าที่ตื่นมาจะเห็นหมอกสีขาวไล่ระดับมาตามภูเขาอีกด้านหนึ่งแสงทองของพระอาทิตย์ขึ้นโผล่ออกมาจากท้องฟ้า สุขกว่านี้ก็ไม่มีแล้ว

Paradise-Koh-Yao-

กิจกรรมความสุขที่หลากหลาย

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของทาง Paradise Koh Yao เป็นกิจกรรมต่างๆ ที่เตรียมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว มีทั้งออกไปผจญภัยข้างนอกไม่ว่าจะเป็นไปดูเกาะแก่งต่างๆ เล่นน้ำ ดูปะการัง หรือใครไม่อยากออกไปไหน เค้าก็มีบริการต่างๆ ไว้รองรับ ไม่ว่าจะเป็นสปา(อันนี้เด็ดมากห้ามพลาด) เล่นโยคะริมหาด ขี่จักรยาน เพนท์ผ้าบาติค ปีนหน้าผาจำลอง ขับรถ ATV ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้ เราจะได้ทำร่วมกับชาวบ้านผู้มีความชำนาญและเข้าถึงวิถีชีวิตของคนที่นั่นจริงๆ อีกทางหนึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านและชุมชนอีกด้วย อันนี้ยกนิ้วให้เลย

Paradise-Koh-Yaos

อาหารการกิน ถูกปาก ถูกใจ

ไปท่องเที่ยวต่างถิ่นอย่างนี้ สิ่งหนึ่งที่หลายคนกังวลเป็นเรื่องของรสชาติอาหารที่อาจจะไม่อร่อยถูกปากเราเท่าไรนัก แต่ Paradise Koh Yao ไม่เป็นอย่างนั้นแหะ อาหารถือว่าถูกปากดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารต่างชาติ อ้อที่นี่จะมีบาร์ให้ดื่มเครื่องดื่มเคล้าเสียงเพลงด้วยนะ ฟังเพลงเบาๆ กับมองทะเลไปด้วย เป็นอะไรที่เพลิดเพลินจริงๆ

สำหรับใครที่มองหาที่เที่ยวทะเล ที่เงียบสงบ คนไม่พลุกพล่านแต่ธรรมชาติเต็มสิบ เราขอแนะนำที่นี่เลย แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการเดินทางไปถึงที่พักสักหน่อย แต่รับรองได้เลยว่า คุ้มค่าการเดินทางแน่นอน

Posted by / October 18, 2017 / Posted in Travel
heaven-seven

สวรรค์ชั้น 7 อยู่ไม่ไกล แค่กระบี่

การสร้างแลนด์มาร์คใหม่ในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยว ถือว่าเป็นธุรกิจที่กำลังมาแรงเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพิพิธภัณฑ์ สวนสนุก สวนน้ำ จุดชมวิว หรืออีกมากมาย จังหวัดกระบี่ถือว่าเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายตามธรรมชาติ แต่เราจะพาไปรู้จักแลนด์มาร์คท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ไปแล้วจะเหมือนได้ขึ้นสวรรค์กันเลยทีเดียว

heaven7

สวรรค์ชั้น 7 อยู่ไม่ไกลแค่กระบี่

แลนด์มาร์คท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดกระบี่ มีชื่อว่า สวรรค์ชั้น 7 ตั้งอยู่ที่ซอยกระบี่ 11 ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ การเดินทางตั้งต้นจากสี่แยกคลองจิหลาด เดินทางไปทางอ่าวนาง จากนั้นพอถึงสามแยกปั้ม ปตท. เลี้ยวซ้าย แล้วเดินทางต่อไปทางท่าเรืออ่าวน้ำเมา เจอวงเวียนเลี้ยวขวาอีกที ไปต่ออีก 300 เมตรจะเจอป้ายบอกทางขึ้นสวรรค์ชั้น 7 Heaven Krabi ก็เลี้ยวเข้าไปได้เลย

heaven7-

 

ราคาเข้าชม สวรรค์ชั้น 7

แลนด์มาร์คแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเอกชนแห่งใหม่ เปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุด วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เปิดบริการเวลา 11.00 – 21.00 น. แต่ถ้าเป็นวันเสาร์ อาทิตย์จะเปิดตั้งแต่ 09.00 – 21.00 น. ค่าเข้าชมแม้ว่าจะเป็นเอกชนแต่บอกเลยว่าไม่แพง ผู้ใหญ่ราคา 50 บาท และเด็ก ราคา 30 บาท (ราคานี้ไม่รวมค่าเครื่องเล่น และค่าเล่นสวนน้ำ) หากใครต้องการเล่นเครื่องเล่นก็เสียเพิ่มของเด็กรอบละ 20 บาท เด็กโต 40 บาทมีอยู่ 3 อย่างให้เล่น ส่วนค่าสวนน้ำ 120 บาทเล่นได้ตลอดทั้งวันยาวตั้งแต่เช้าจนค่ำเลย ราคานี้บอกเลยว่าถูกมากๆ

heaven7_

จุดเด่นของสวรรค์ชั้น 7

จุดเด่นของที่นี้ก็สมชื่อแลนด์มาร์คเลย นั่นคือจะเป็นสถานที่ให้เข้าไปเดินเล่น ชิวๆ ถ่ายรูปสวยๆ จะเซลฟี่ รูปเดี่ยว รูปคู่ รูปหมู่ ก็ได้หมด เค้าได้ทำจุดถ่ายรูปเก๋ไว้ทั่วบริเวณเลย แนะนำว่าหากอยากไปเดินเล่นควรไปตอนแดดร่มลมตกจะดีกว่า จะได้ภาพสวยไม่ร้อนด้วย อีกอย่างทางเดินเยี่ยมชมเป็นเนินขึ้นเขาเพราะงั้นไปตอนกลางวันอาจจะมีวูบได้ อันนี้ต้องระวังด้วย ตอนเย็นบางวันมีวงดนตรีมาเล่นให้ฟังเพลินด้วยนะ

สรุป ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับการมาเดินเล่นเพลินยามเย็น ดูพระอาทิตย์ตกเป็นอย่างมาก จะมาเดี่ยว มากับเพื่อน มากับคนรัก หรือ มากับครอบครัวก็ได้หมด ใครที่ชอบถ่ายรูปรับรองว่าไม่ผิดหวัง ส่วนหนึ่งก็อยากจะเชียร์และส่งเสริมให้ไปเที่ยวกัน ผู้ประกอบการจะได้มีเงินทุนหมุนเวียนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ดีขึ้นไปอีก ราคาไม่แพงแต่ได้ขนาดนี้ทั้งในส่วนของทั่วไป ของเล่นเด็กเล็ก เด็กโตและสวนน้ำ ก็ถือว่าคุ้มค่าราคาอยู่ ลองไปเยี่ยมชม สวรรค์ชั้น 7 ที่กระบี่ดูกันเถอะ

Posted by / October 18, 2017 / Posted in Travel
Cotswolds-tower

Cotswolds หมู่บ้านหินมรดกโลก

การท่องเที่ยวต่างประเทศถือว่าเป็นหนึ่งในเป้าหมายของใครๆ หลายคน วันนี้เราเลยขอหยิบสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศอังกฤษมาแนะนำกันสักหน่อย ที่นี่เป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์เข้าขั้นมรดกโลกที่ทางการต้องการเก็บไว้ให้ลูกหลานได้ชมกันเลยเชียวนะ ได้แก่ Cotswolds

Cotswolds-store

Cotswolds คืออะไร

หากพูดถึงประเทศอังกฤษคนทั่วไปมักจะนึกถึงลอนดอนมากกว่า ยิ่ง Cotswolds นี่ไม่ต้องพูดถึงเลยไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร เราขออธิบายสั้นว่า Cotswolds คือดินแดนหนึ่งในตอนกลางของประเทศอังกฤษ เป็นดินแดนที่แช่แข็งความเจริญไว้ให้เหมือนกับในอดีต บ้านสร้างจากหินและวัสดุธรรมชาติเป็นต้น ผนวกกับธรรมชาติที่สวยงามสมบูรณ์แบบ แค่นี้ก็ทำให้หลายคนว้าวได้แล้ว

Cotswolds อยู่ที่ไหน

Cotswolds เป็นพื้นที่ที่อยู่ตอนกลางของประเทศอังกฤษ อยู่ตรงกลางระหว่าง 3 เมือง ได้แก่เมืองเบอร์มิงแฮม เมืองบริสตอล และ เมืองออกซ์ฟอร์ด หากใครต้องการเดินทางไปหากขับรถไปเอง ก็ไปเริ่มต้นกันที่สามเมืองใกล้เคียงก็ได้ ขับรถได้สบายๆ รถน้อยกว่ากรุงเทพบ้านเราเยอะ ส่วนใครจะไปเองก็เริ่มต้นที่เมือง Moreton in Marsh นั่งรถไฟที่สถานี London Paddington แล้วก็ไปต่อรถบัสเพื่อเข้าหมู่บ้านต่างๆ (แต่เราแนะนำว่าเช่ารถขับเองดีกว่า)

Cotswolds-city

จุดเด่นของ Cotswolds

Cotswolds เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ทางรัฐบาลอังกฤษอนุรักษ์ไว้ จุดเด่นของ Cotswolds อย่างแรกคือสถาปัตยกรรมยุคเก่าที่หาไม่ได้แล้วในสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน โบสถ์ ร้านค้าที่สร้างจากหินธรรมชาติแถวนั้น สองธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์มากๆ ต้นไม้หลากสี หลากพันธุ์ที่ใครไปแล้วจะต้องหลงมนต์เสน่ห์เหมือนกับเข้าไปในโลกของนิทาน นิยายหรือจินตนาการได้เลย ยิ่งไปเจอทุ่งลาเวนเดอร์ในช่วงซัมเมอร์แล้วนะ ตะลึงตาค้างแน่นอน

Cotswolds-image

หมู่บ้านแนะนำของการไป Cotswolds

อย่างที่บอกไป Cotswolds เป็นพื้นที่ที่มีหมู่บ้านเยอะมาก น่าไปน่าเที่ยวทุกหมู่บ้าน แต่การจะไปเที่ยวทุกหมู่บ้านแบบทุกซอกทุกมุมอาจจะต้องใช้เวลานาน หากจะไปจริงทริป 2 วัน 1 คืนก็น่าจะเหมาะและพอดี แต่หมู่บ้านไหนล่ะที่ไม่ควรพลาด ที่แรกเป็น Bourton on the water หมู่บ้านนี้ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ บรรยากาศค่อนข้างคึกคัก สวยงามบรรยากาศดี มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงแรมเยอะ เหมาะสำหรับเป็นจุดพักในการท่องเที่ยวทีเดียว มี The Motor museum 1 ให้เข้าไปเยี่ยมชมกันด้วย
Cotswolds จัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ แนว Slow life เดินเที่ยวกันได้ ชิวๆ เพลินๆ แต่เราขอความร่วมมือนิดหนึ่ง หากไปแล้วขณะที่เดินชมอย่าไปส่งเสียงดังเข้าล่ะ บ้านที่เราเดินผ่านไปมาเพื่อชมเมืองนั้นมีคนอยู่จริงนะ การส่งเสียงดังจะเป็นการรบกวนการพักผ่อนของพวกเค้าได้